teacher-pacharee
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
แบบทดสอบ
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. ความสำคัญของวันมาฆบูชา 4 ประการ ได้แก่อะไรบ้าง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
2. วันมาฆบูชา ตรงกับวันใด
……………………………………………………………………………………………………….
3. สิ่งที่เราต้องมีในการเวียนเทียนมีอะไรบ้าง (บอกเป็นภาษาอังกฤษ)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ชื่อ…………………………….นามสกุล……………………………
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. ความสำคัญของวันมาฆบูชา 4 ประการ ได้แก่อะไรบ้าง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
2. วันมาฆบูชา ตรงกับวันใด
……………………………………………………………………………………………………….
3. สิ่งที่เราต้องมีในการเวียนเทียนมีอะไรบ้าง (บอกเป็นภาษาอังกฤษ)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ชื่อ…………………………….นามสกุล……………………………
วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555
หลักการใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ (VERB)
หลักการใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ
(VERB)
ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกับนักศึกษาก่อนเรื่องการใช้คำกิริยาในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษซึ่งในปัจจุบันนี้นักศึกษาจะเห็นว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ยิ่งในยุคที่เรียกว่า “ยุคการสื่อสารไร้พรมแดน หรือ Globalization “คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากซึ่งอาจารย์ผู้เขียนเอง ได้กล่าวอยู่บ่อยครั้งว่า “คนยุคใหม่ถ้าไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย ก็ดูเหมือนว่าจะล้าสมัยเสียเหลือเกิน “เพราะฉะนั้นหากนักศึกษามีความต้องการที่เข้าใย ( ต้องขอใช้คำว่า “เข้าใจ “ ) นะครับ เพราะถ้าใช้คำว่า “เก่ง “ก็คงต้องใช้เวลาศึกษาหลายปีทีเดียว ดูเหมือนว่ามันเป็นอะไรที่ห่างไกลเหลือเกิน .
นักศึกษาต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเองมีความชอบหรือมีทัศนคติอย่างไรกับการเรียนภาษาอังกฤษ ? ทำไม ต้องถามอย่างนั้นก็เพราะว่า อย่างน้อยเราจะได้รู้ถึงขีดความสามารถของตัวเอง หรือขอบเขตความต้องการของเราก่อน
แต่รู้หรือไม่ครับมันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศเขาบังคับให้นักศึกษาได้เรียนกัน
หากเราทำความเข้าใจและมีใจชอบหรือมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษแล้วภาษาอังกฤษก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถของผู้ต้องการใช้มันเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง
การเรียนภาษาอังกฤษหากจะเปรียบกับการฝึกจักรยานมันก็เป็นสิ่งที่ยากตอนเริ่มฝึกใหม่ ๆ เท่านั้นเองอาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาแต่ หากฝึกได้บังคับทิศทางได้มันก็ไม่ยากอะไรเลย
ในการศึกษาภาษาอังกฤษนั้น ในปัจจุบันยิ่งสะดวกสบายเนื่องจากว่ามีคู่มือมากมายหลายสำนักได้เขียนออกมาซึ่งเราสามารถนำมาประกอบการเรียนได้อย่างดีเลยที่เดียว
อยากเก่งและเข้าใจภาษาอังกฤษเหมือนคนอื่นเขาหรือเปล่า ?
ทีนี้อาจารย์ผู้เขียนจะได้แนะเคล็ดที่ไม่ลับให้กับเหล่านักศึกษา เมื่อเรียนกับอาจารย์แล้วรับรองว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษและรักมันมากยิ่งขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียวลองติดตามกันดู
หลักการง่าย ๆ ที่เราจะเข้าใจภาษาอังกฤษก็มีเพียงแค่ไม่กี่อย่างไม่อยากบอกว่ามี 3 อย่างคือประธาน + กิริยา + กรรม ( subject + verb + object ) เช่น
The students go to school by the bus.
มีหลายคนที่ไม่เข้าใจเลยเนื่องจากไม่มีหลักในการจับเมื่อเห็นข้อความเป็นภาษาอังกฤษก็งง เป็นไก่ตาแตกเลย.
จากตัวอย่างข้างต้นที่ได้ยกมานั้นเราจะรู้ว่าประโยคนี้เขากล่าวถึงอะไรและหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไหนเป็นอดีตปัจจุบัน หรือว่าอนาคตซึ่งในที่นี้เราจะใช้หลักการสังเกตจากคำกิริยานั่นเองจากประโยคที่ว่า The students go to school by bus. กิริยาในประโยคคือ go เป็นตัวบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งนี้เพราะว่า กิริยาเป็นรูปปัจจุบัน
ทีนี้เรามาทราบรายละเอียดกันเลยครับ
คำกิริยา
( VERB )
Verb คือคำที่แสดงถึงอาการต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคำพูดที่แสดงถึงการกระทำของตัวประธานในประโยค หรือคำที่ทำหน้าที่ช่วยคำกิริยาด้วยกันนั่นเองกิริยาเป็นคำที่มีบทบาทที่สำคัญในแต่ละประโยคถ้าในประโยคนั้น ๆ ขาดคำกิริยาความหมายก็ไม่เกิดและไม่สามารถทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆได้เลย หรือมีใจความที่ไม่สมบูรณ์
คำกิริยาตามหน้าที่แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. สกรรมกิริยา ( Transitive Verb ) คือ คำกิริยาที่ต้องมีตัวกรรม หรือคำอื่นเข้ามารองรับความหมายจึงจะสมบูรณ์ เช่น The boys kickfootball in the field. หมายความว่า
พวกเด็ก ๆ เตะฟุตบอลอยู่ที่สนามหญ้าคำว่า “kick “เป็นคำกิริยา บอกให้ทราบถึงเหตุการณ์ว่าในขณะนี้หรือปัจจุบันนี้เด็ก ๆ กำลังเล่นกันอยู่ ส่วนคำว่า “football”เป็นตัวกรรมหรือตัวที่ทำหน้าที่รองรับกิริยาให้มีความหมายสมบูรณ์ขึ้น เพราะถ้าใช้คำว่า “ kick “คำเดียวความหมายไม่สมบูรณ์ ไม่รู้ว่าเตะอะไร นั่นเอง
2. อกรรมกิริยา ( Intransitive Verb ) คือ คำกิริยาที่ไม่ต้องมีตัวกรรมหรือคำอื่นมารองรับก็ได้ความหมายสมบูรณ์เช่น The dogs run in the field. ประโยคนี้ไม่ต้องมีตัวกรรมมารองรับ ก็ได้ใจความสมบูรณ์ดีซึ่งคำว่า “run“แปลว่า “วิ่ง “คงไม่ต้องถามว่าใช้อะไรวิ่งนะครับ
3. กิริยาช่วย ( Helping Verb หรือ Auxiliary Verb ) คือ กิริยาที่มีหน้าที่ช่วยให้กิริยาด้วยกันมีความหมายดีขึ้น และยังมีหน้าที่ทำให้ตัวของมันเองมีความหมายที่สมบูรณ์ขึ้นได้ดีอีกด้วยเช่น She studies in Lamp – Tech college . Does she study in Lamp – Tech College ?
วิธีใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ
( HOW TO USE VERB )
คำกิริยาในภาษาอังกฤษตามหลักไวยากรณ์แบ่งออกเป็น 3 ช่อง เรียกว่า “กิริยา 3 ช่อง “ซึ่งแต่ละช่องก็บอกถึงเหตุการณ์ในแต่ละช่วงของเวลาได้อีกด้วยตามตัวอย่างในตาราง ต่อไปนี้
| ช่องที่ 1 | ช่องที่ 2 | ช่องที่ 3 |
| run | ran | run |
| see | saw | seen |
กิริยาช่องที่ 1 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กิริยาช่องที่ 2 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
กิริยาช่องที่ 3 ใช้กล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปอย่างสมบูรณ์ทั้งในปัจจุบันและอดีต เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ส่วนสมบูรณ์ของกิริยา หรือ Complement “
*** ตามความเห็นของอาจารย์ผู้เขียนนะครับเปรียบคำกิริยาเหมือนกับผู้กำกับหนังหรือละครตัวประธาน ก็เหมือนพระเอกหรือนางเอก ส่วนตัวกรรมก็เหมือนกับบทบาท ของนักแสดงทั้งหมด ที่ผู้กำกับต้องคอยป้อน ว่าจะให้สมบทบาทแค่ไหน หรือแสดงออกมาสมจริงอย่างไร.
คำกิริยามีวิธีใช้อยู่ 2 วิธี คือ
1. ใช้เป็นกิริยาแท้ของประโยคที่มีตัวประธานเป็นบุรุษสรรพนาม
( ยกเว้นสรรพนามบุรุษที่ 3 )และตัวประธานที่เป็นพหุพจน์ เช่น
I
We want a book.
You
they
The boyswant some books.
2. ใช้เป็นคำแสดข้อความที่มี toนำหน้ากิริยา เช่น to work , to go , to run , to buy เป็นต้น
ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมานั้นก็เป็นส่วนของคำกิริยา ซึ่งนักศึกษาสามารถทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับนักศึกษา.
กล่าวโดยสรุปแล้ว คำกิริยาที่ได้ยกมาพูดตั้งแต่ต้น สามารถสรุปได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. กิริยาแท้ ( Finite Verb )
2. กริยาช่วย (Auxiliary Verb )
ในส่วนของกิริยาช่วยนั้นอาจารย์ผู้เขียนเอง ขอกล่าวเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ซึ่งได้ผ่านหูผ่านตานักศึกษามาบ้างแล้วนั่นก็คือ
1. Verb to be ( is , am , are , was , were ) แปลว่า เป็น, อยู่ , คือ
2. Verb to have ( has , have , had ) แปลว่ามี
3. Verb to do ( do , dose, did ) แปลว่า ทำ
โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นว่า คำกิริยา ก็จะเป็นตัวแปร หรือตัวช่วยที่สำคัญ ที่ช่วยให้เราได้รู้
ถึงคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละประโยค ที่เรียกว่า”เหตุการณ์ “
ก่อนที่จะยุติเรื่องการใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้นักศึกษาดู เพื่อประกอบการทำความเข้าใจขอเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในชีวิตประจำวัน
Manitis a student of this college. Every day he gets up at 06.00 o’clock and then he hurry takes a shower, cleans his shoes and gets dressed. His house is near the college about 4 kilometers , some times when it is raining he is going to take a motorcycle with his friend.
คำที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรสำดำนั้นล้วนแต่เป็นคำกิริยาทั้งสิ้น ซึ่งบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน และยังบอกให้เราทราบว่าเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบันอีกด้วยทั้งนี้สังเกตที่คำกิริยานั่นเอง
หากนักศึกษาอยากเข้าใจให้มากขึ้นกว่านี้ นักศึกษาต้องพยายามอ่านพูด และเขียนให้เยอะ ๆ จะได้มีทักษะมากขึ้น และในที่สุดการใช้ภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งที่ง่าย
และก่อนจาก ขอฝากข้อคิดไว้ว่า “ไม่มีคำว่าแพ้ ในหมู่นักสู้ “
“ความล้มเหลวของนักสู้มิใช่อยู่ที่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแต่…อยู่ที่ไม่ยอมเริ่มต้นต่างหาก “
เอกสารอ้างอิง
1. ไวยากรณ์อังกฤษฉบับช่วยจำ( English Grammar ) โดย ดร.กรองแก้ว ฉายสภาวะธรรม
2. คู่มือศึกษาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดย ฝ่ายวิชาการภาคภาษาอังกฤษ สถาบัน OPINION
3. standard English Grammarโดย อาจารย์สำราญคำยิ่ง ป.ธ.6 ,พ.ม.,C.P.E
4. Advance English Grammar โดย อาจารย์สำราญคำยิ่ง ป.ธ.6 ,พ.ม. ,C.P.E
วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




