วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

Work 2

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

หลักการใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ (VERB)

หลักการใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ
(VERB)

โดยนางสาวพัชรี คำสมศรี

          ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกับนักศึกษาก่อนเรื่องการใช้คำกิริยาในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษซึ่งในปัจจุบันนี้นักศึกษาจะเห็นว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ยิ่งในยุคที่เรียกว่า ยุคการสื่อสารไร้พรมแดน หรือ Globalization คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากซึ่งอาจารย์ผู้เขียนเอง ได้กล่าวอยู่บ่อยครั้งว่า คนยุคใหม่ถ้าไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย ก็ดูเหมือนว่าจะล้าสมัยเสียเหลือเกิน เพราะฉะนั้นหากนักศึกษามีความต้องการที่เข้าใย ( ต้องขอใช้คำว่า เข้าใจ ) นะครับ เพราะถ้าใช้คำว่า เก่ง ก็คงต้องใช้เวลาศึกษาหลายปีทีเดียว ดูเหมือนว่ามันเป็นอะไรที่ห่างไกลเหลือเกิน .
          นักศึกษาต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเองมีความชอบหรือมีทัศนคติอย่างไรกับการเรียนภาษาอังกฤษทำไม ต้องถามอย่างนั้นก็เพราะว่า อย่างน้อยเราจะได้รู้ถึงขีดความสามารถของตัวเอง หรือขอบเขตความต้องการของเราก่อน
          แต่รู้หรือไม่ครับมันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศเขาบังคับให้นักศึกษาได้เรียนกัน
          หากเราทำความเข้าใจและมีใจชอบหรือมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษแล้วภาษาอังกฤษก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถของผู้ต้องการใช้มันเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง
          การเรียนภาษาอังกฤษหากจะเปรียบกับการฝึกจักรยานมันก็เป็นสิ่งที่ยากตอนเริ่มฝึกใหม่ ๆ เท่านั้นเองอาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาแต่ หากฝึกได้บังคับทิศทางได้มันก็ไม่ยากอะไรเลย
          ในการศึกษาภาษาอังกฤษนั้น ในปัจจุบันยิ่งสะดวกสบายเนื่องจากว่ามีคู่มือมากมายหลายสำนักได้เขียนออกมาซึ่งเราสามารถนำมาประกอบการเรียนได้อย่างดีเลยที่เดียว
          อยากเก่งและเข้าใจภาษาอังกฤษเหมือนคนอื่นเขาหรือเปล่า ?
          ทีนี้อาจารย์ผู้เขียนจะได้แนะเคล็ดที่ไม่ลับให้กับเหล่านักศึกษา เมื่อเรียนกับอาจารย์แล้วรับรองว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษและรักมันมากยิ่งขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียวลองติดตามกันดู
          หลักการง่าย ๆ ที่เราจะเข้าใจภาษาอังกฤษก็มีเพียงแค่ไม่กี่อย่างไม่อยากบอกว่ามี 3 อย่างคือประธาน + กิริยา + กรรม ( subject + verb + object )  เช่น
The  students   go  to  school  by  the  bus.
มีหลายคนที่ไม่เข้าใจเลยเนื่องจากไม่มีหลักในการจับเมื่อเห็นข้อความเป็นภาษาอังกฤษก็งง เป็นไก่ตาแตกเลย.
          จากตัวอย่างข้างต้นที่ได้ยกมานั้นเราจะรู้ว่าประโยคนี้เขากล่าวถึงอะไรและหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไหนเป็นอดีตปัจจุบัน หรือว่าอนาคตซึ่งในที่นี้เราจะใช้หลักการสังเกตจากคำกิริยานั่นเองจากประโยคที่ว่า   The  students  go  to  school  by  bus.  กิริยาในประโยคคือ  go  เป็นตัวบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งนี้เพราะว่า กิริยาเป็นรูปปัจจุบัน
          ทีนี้เรามาทราบรายละเอียดกันเลยครับ
คำกิริยา
( VERB )
          Verb คือคำที่แสดงถึงอาการต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของเวลา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคำพูดที่แสดงถึงการกระทำของตัวประธานในประโยค หรือคำที่ทำหน้าที่ช่วยคำกิริยาด้วยกันนั่นเองกิริยาเป็นคำที่มีบทบาทที่สำคัญในแต่ละประโยคถ้าในประโยคนั้น ๆ ขาดคำกิริยาความหมายก็ไม่เกิดและไม่สามารถทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆได้เลย หรือมีใจความที่ไม่สมบูรณ์
          คำกิริยาตามหน้าที่แบ่งออกเป็น  3 ประเภท คือ
1.  สกรรมกิริยา ( Transitive  Verb ) คือ คำกิริยาที่ต้องมีตัวกรรม หรือคำอื่นเข้ามารองรับความหมายจึงจะสมบูรณ์ เช่น The  boys  kickfootball in  the  field. หมายความว่า
พวกเด็ก ๆ เตะฟุตบอลอยู่ที่สนามหญ้าคำว่า kick เป็นคำกิริยา บอกให้ทราบถึงเหตุการณ์ว่าในขณะนี้หรือปัจจุบันนี้เด็ก ๆ กำลังเล่นกันอยู่ ส่วนคำว่า footballเป็นตัวกรรมหรือตัวที่ทำหน้าที่รองรับกิริยาให้มีความหมายสมบูรณ์ขึ้น เพราะถ้าใช้คำว่า kick คำเดียวความหมายไม่สมบูรณ์ ไม่รู้ว่าเตะอะไร นั่นเอง
          2. อกรรมกิริยา ( Intransitive  Verb )  คือ คำกิริยาที่ไม่ต้องมีตัวกรรมหรือคำอื่นมารองรับก็ได้ความหมายสมบูรณ์เช่น  The  dogs  run  in  the  field.  ประโยคนี้ไม่ต้องมีตัวกรรมมารองรับ ก็ได้ใจความสมบูรณ์ดีซึ่งคำว่า runแปลว่า วิ่ง คงไม่ต้องถามว่าใช้อะไรวิ่งนะครับ
          3.  กิริยาช่วย (  Helping  Verb หรือ  Auxiliary  Verb ) คือ กิริยาที่มีหน้าที่ช่วยให้กิริยาด้วยกันมีความหมายดีขึ้น และยังมีหน้าที่ทำให้ตัวของมันเองมีความหมายที่สมบูรณ์ขึ้นได้ดีอีกด้วยเช่น  She  studies  in  Lamp Tech  college .  Does  she  study  in  Lamp Tech College ?


วิธีใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ
( HOW  TO USE  VERB  )
          คำกิริยาในภาษาอังกฤษตามหลักไวยากรณ์แบ่งออกเป็น 3 ช่อง เรียกว่า กิริยา 3 ช่อง ซึ่งแต่ละช่องก็บอกถึงเหตุการณ์ในแต่ละช่วงของเวลาได้อีกด้วยตามตัวอย่างในตาราง ต่อไปนี้

ช่องที่ 1
ช่องที่ 2
ช่องที่ 3
run
ran
run
see
saw
seen

กิริยาช่องที่ 1 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กิริยาช่องที่ 2 ใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
กิริยาช่องที่ 3 ใช้กล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปอย่างสมบูรณ์ทั้งในปัจจุบันและอดีต เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ส่วนสมบูรณ์ของกิริยา หรือ Complement 
          ***  ตามความเห็นของอาจารย์ผู้เขียนนะครับเปรียบคำกิริยาเหมือนกับผู้กำกับหนังหรือละครตัวประธาน ก็เหมือนพระเอกหรือนางเอก ส่วนตัวกรรมก็เหมือนกับบทบาท ของนักแสดงทั้งหมด ที่ผู้กำกับต้องคอยป้อน ว่าจะให้สมบทบาทแค่ไหน หรือแสดงออกมาสมจริงอย่างไร.

คำกิริยามีวิธีใช้อยู่ 2 วิธี คือ
1.    ใช้เป็นกิริยาแท้ของประโยคที่มีตัวประธานเป็นบุรุษสรรพนาม
( ยกเว้นสรรพนามบุรุษที่ 3 )และตัวประธานที่เป็นพหุพจน์ เช่น

                   I
                   We            want  a  book.
                   You
                   they
          The  boyswant   some  books.
2.  ใช้เป็นคำแสดข้อความที่มี  toนำหน้ากิริยา เช่น   to work , to  go ,  to run , to buy เป็นต้น
          ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมานั้นก็เป็นส่วนของคำกิริยา ซึ่งนักศึกษาสามารถทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับนักศึกษา.
          กล่าวโดยสรุปแล้ว คำกิริยาที่ได้ยกมาพูดตั้งแต่ต้น สามารถสรุปได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1.    กิริยาแท้  ( Finite  Verb )
2.    กริยาช่วย  (Auxiliary  Verb )
ในส่วนของกิริยาช่วยนั้นอาจารย์ผู้เขียนเอง ขอกล่าวเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ซึ่งได้ผ่านหูผ่านตานักศึกษามาบ้างแล้วนั่นก็คือ
1.    Verb  to  be  ( is , am , are , was , were  )  แปลว่า เป็นอยู่ , คือ
2.    Verb  to  have ( has , have , had ) แปลว่ามี
3.    Verb  to  do ( do , dose, did ) แปลว่า ทำ
โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นว่า คำกิริยา ก็จะเป็นตัวแปร หรือตัวช่วยที่สำคัญ ที่ช่วยให้เราได้รู้
ถึงคำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละประโยค ที่เรียกว่าเหตุการณ์
          ก่อนที่จะยุติเรื่องการใช้คำกิริยาในภาษาอังกฤษ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้นักศึกษาดู เพื่อประกอบการทำความเข้าใจขอเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในชีวิตประจำวัน
          Manitis a  student  of  this  college. Every  day  he  gets up at  06.00 oclock and  then  he hurry takes a  shower, cleans his  shoes and  gets  dressed. His  house is near  the  college  about  4 kilometers , some  times when  it is  raining  he  is going  to  take  a motorcycle  with  his  friend.
          คำที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรสำดำนั้นล้วนแต่เป็นคำกิริยาทั้งสิ้น ซึ่งบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน และยังบอกให้เราทราบว่าเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบันอีกด้วยทั้งนี้สังเกตที่คำกิริยานั่นเอง
          หากนักศึกษาอยากเข้าใจให้มากขึ้นกว่านี้  นักศึกษาต้องพยายามอ่านพูด และเขียนให้เยอะ ๆ จะได้มีทักษะมากขึ้น และในที่สุดการใช้ภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งที่ง่าย
          และก่อนจาก ขอฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่มีคำว่าแพ้  ในหมู่นักสู้
ความล้มเหลวของนักสู้มิใช่อยู่ที่เคยพ่ายแพ้มาก่อนแต่อยู่ที่ไม่ยอมเริ่มต้นต่างหาก
         



เอกสารอ้างอิง
1.    ไวยากรณ์อังกฤษฉบับช่วยจำ( English  Grammar )  โดย ดร.กรองแก้ว ฉายสภาวะธรรม
2.    คู่มือศึกษาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดย ฝ่ายวิชาการภาคภาษาอังกฤษ สถาบัน OPINION
3.    standard   English  Grammarโดย อาจารย์สำราญคำยิ่ง ป..6 ,..,C.P.E
4.    Advance  English  Grammar  โดย อาจารย์สำราญคำยิ่ง ป..6 ,.. ,C.P.E